สังเวชนียสถาน
พระพุทธพจน์
"ดูกรอานนท์ สถานที่ที่ชนผู้มีความเชื่อและเลื่อมใส ควรจะรู้ควรจะเห็น และชวนให้เกิดความสังเวชสลดใจ คือ สถานที่พระตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ"
๑. ลุมพินี สถานที่ประสูติ (อยู่ในประเทศเนปาล) ห่างจากชายแดนอินเดียประมาณ ๒๑ ก.ม. เป็นลักษณะทุ่งกว้าง มีพระวิหาร-มหามายา มีสระโบกขรณี และมีเนินดินแบ่งเขตระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์และกรุงเทวทหะ ๒ เนินใหญ่พอควร มี "เสาอโศก" อยู่กึ่งกลางพอดี มีวัดพุทธศาสนาของคณะสงฆ์เนปาล และบ้านพักทัวริส ๑ หลัง ปัจจุบันได้มีวัดธิเบต เส้นทางถนนในเขตเนปาลค่อนข้างขระขระนิดหน่อย ไม่เรียบร้อยเท่าที่ควร แต่ก็พออาศัยไป-มาได้ ทางรัฐบาลเนปาลได้จัดดูแลบริเวณลุมพินีและโบราณวัตถุไว้ได้ดีพอควร เป็นที่น่าเสียดายที่ระหว่างลุมพินีและกรุงกบิลพัสดุ์ ซึ่งห่างไกลกันไม่มากประมาณ ๑๔ ไมล์ แต่ไม่อาจเดินทางโดยสะดวกได้ภายในเขตประเทศเนปาล ต้องย้อนกลับมาทางเดิมที่เนาการ์ อินเดีย และต่อไปอีก ๑ สถานีรถไฟ จึงจะเข้าไปถึงกรุงกบิลพัสดุ์ได้
๒. สถานที่ตรัสรู้
"พระศรีมหาโพธิ-พุทธคยา" สถานที่ตรัสรู้ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตก แห่งแม่น้ำเนรัญชรา ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม จังหวัดคยา มีกรุงราชคฤห์ เป็นเมืองหลวงในอดีต นับจากริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราถึงสถานที่ตรัสรู้ ปัจจุบันห่างกันประมาณ ๒๐๐ เมตร
ปัจจุบัน แม่น้ำเนรัญชรา ชาวบ้านแถวนั้นพากันเรียกว่า ลีลาจัน คำว่า ลิลาจัน นี้ เป็นคำพูดซึ่งเพี้ยนมาจากคำสันสกฤตว่า ไนยรันจนะ แปลว่า แม่น้ำที่มีสีใสบริสุทธิ์สะอาด ต้นกำเนิดแห่งแม่น้ำเนรัญชราสายนี้ไหลย้อนมาจากเมือง ฮาซาริบัค ซึ่งอยู่ทางใต้ของเมืองคยา คดเคี้ยวไหลเรื่อยไปบรรจบกับแม่น้ำโมหนี ห่างจากสถานที่ตรัสรู้ไปจนสุดแม่น้ำสายนี้ ยาวประมาณ ๒ ไมล์ครึ่ง ต่อจากแม่น้ำทั้งสองบรรจบกันแล้ว ปัจจุบันเรียกว่า "แม่น้ำฟันกุ" ไหลผ่านไปที่ตัวเมืองคยา รวมความยาวของแม่น้ำเนรัญชรา ยาวประมาณ ๑๕๐ ไมล์
สถานที่ตรัสรู้ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเนรัญชรา ณ ตำบลโพธิคยา หรือพุทธยา มีอาณาเขตติดต่อกับตำบาลตารดิตถ์ จังหวัดคยา แห่งรัฐพิหาร มีเมืองปัตนะ เป็นเมืองหลวงของรัฐ ก่อนจะเดินทางถึงบริเวณสถานที่ตรัสรู้ คือต้นพระศรีมหาโพธิ จะมองเห็นพระวิหารโพธิ (พระเจีย์ ๔ เหลี่ยม) ตั้งตระหง่านสูงประมาณ ๑๗๐ ฟิตจากพื้นดิน เมื่อเดินเข้าไปใกล้จะมองเห็นว่า สถานที่รอบ ๆ ที่ตรัสรู้นี้ ตั้งอยู่ที่ลุ่มลึกลงต่ำไปจากระดับพื้นเนินสูงลงไปประมาณ ๕ เมตร
สถานที่ตรัสรู้ตั้งอยู่ในที่ลุ่มลึกต่ำจากระดับถึง ๕ เมตรเช่นนี้ ตามบันทึกของหลวงจีนถังซำจั๋งได้กล่าวไว้เมื่อคราวไปสืบศาสนา ณ ประเทศอินเดีย พ.ศ. ๑๑๗๓ ว่า บริเวณรอบ ๆ พระศรีมหาโพธิ มีวิหารใหญ่หลังหนึ่งชื่อว่า มหาโพธิสังฆาราม ซึ่งกษัตริย์ชาวซีลอน (ลังกา) ทรงพระนามว่า เมฆวัน เป็นผู้สร้าง วิหารหลังนี้ประกอบด้วยห้อง ๖ ห้อง มียอด ๔ ยอด บรรจุพระสงฆ์ได้ถึง ๑,๐๐๐ รูป แวดล้อมด้วยกำแพงหนา ๙ ฟิต สูง ๓๐ ถึง ๔๐ ฟิต
ในราวคริสต์ศตวรรษที่ ๑๒ ประมาณ พ.ศ. ๑๗๔๓ เศษ พระวิหารทั้ง ๓ หลังนี้รวมทั้งกำแพงที่้ล้อมพระวิหาร ได้ถูกษัตริย์ชาวมุสลิมเข้าทำลายจนปรักหักพังไม่มีชิ้นดีเหลืออยู่ ปูชนียวัตถุในบริเวณนั้นถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของชาวมุสลิมจนหมดสิ้น เว้นแต่ต้นพระศรีมหาโพธิิเท่านั้น ที่กษัตริย์ชาวมุสลิมมิได้ทำลายแต่อย่างไร
บรรดาซากถาวรวัตถุที่สลักหักพังได้ร่วงหล่นทับถมลงในบริเวณพื้นที่บริเวณนี้สูงจากพื้นดินประมาณ ๔ เมตร
ตกมาถึง ค.ศ. ๑๘๗๗ เซอร์คันนิ่งแฮมชาวอังกฤษพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลอินเดีย ได้ทำหนังสือขออนุญาตจากรัฐบาล เพื่อทำการขุดค้ันซากปรับหักพังเหล่านี้ หลังจากได้รับอนุญาตจากรัฐบาลแล้วจึงได้เริ่มทำการขุดค้นปูชนียวัตถุที่จมอยู่ใต้ดินดังรูปที่ปรากฏเห็นอยู่ในปัจจุบันนี้
ก่อนที่จะเข้าถึงต้นพระศรีมหาโพธิ จักต้องเดินลงไปทางบันไดด้านหลังต้นพระศรีมหาโพธิ ซึ่งตั้งอยู่ติดด้านพระวิหาร โดยมีรัตนบัลลังก์ หรือที่เรียกกันว่าวัชรอาสน์ คั่นอยู่ตรงกลาง ณ สถานที่นี้เอง ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมาประทับนั่งบำเพ็ญเพียรจนได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
หน้าถัดไป